posted on 14 Feb 2009 13:25 by asway38
คุณยาย ขายหัวเราะ
ยาย : ว่างไหมเนี่ยหลานเอ้ย ?
หลาน : ว่างคับ
ยาย : คุยด้วยคนนะหลานเอ้ย
หลาน : เอาสิคับยาย..นั่งก่อนคับ
ยาย : งั้นเอ็งก็ลุกขึ้นสิ
หลาน : ทำไมผมต้องลุกขึ้นด้วยล่ะ
ยาย : ยายจะได้นั่งก่อน
หลาน : ...............
หลาน : ยาย ปีนี้ดูแก่มากเลยนะยาย..อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ.. ?
ยาย : เมื่อ 20 ปีที่แล้วยายอายุ 50 ไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังจะ 50 อยู่! หรือป่าว ไม่ได้นับมานานแล้ว
หลาน : โห...ยาย ป่านนี้มันไม่เหลือ 9 ขวบแล้วเหรอ..แล้วลูกเต้าไม่มีหรอยายถึงมานั่งคนเดียวเนี่ย
ยาย : มี..
หลาน : อ้าว..แล้วทำไมเค้าไม่มาด้วยอ่ะ
ยาย : มีลูกชายสองคน คนหนึ่งอยู่ระยอง คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่โน่น คนหนึ่งมันจะให้ยาย ไปอยู่เชียงใหม่...อีกคนหนึ่งจะให้ยายไปอยู่ระยอง..ตัดสินใจไม่ ถูก ไม่รู้จะไปอยู่กะใครเนี่ย ?
หลาน : โอ้โฮ..ยายนี่โชคดีจังเลยแย่งกันเลี้ยง
ยาย :โชคดีกะผีอะไรล่ะ...ก็ ** คนที่อยู่ระยอง..มันจะให้ไปอยู่เชียงใหม่ ** คนที่อยู่เชียงใหม่..มันจะให้ไปอยู่ระยอง
หลาน : เอ่อ..ยาย..อย่าไปคิดมากเลยอายุปูนนี้ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ก็ถือว่าโชคดีแล้ว
ยาย : โอ้ย..แข็งแรงที่ไหนกัน ตอนนี้กำลังแย่เลย **
หลาน : แย่ที่ไหนยาย..ก็เห็นแข็งแรงดี
ยาย : เดี๋ยวนี้ยายมีอาการแปลกๆ เช่น นั่งๆอยู่เนี่ย..ถ้าลุกขึ้นปุ๊บ..มันจะยืนทุกทีเลยเป็นอะไรไม่รู้
หลาน : ..............................ลุกแล้วยืนน่ะมันธรรมดานะยาย..ยายเคยเห็นคนล้มทั้งยืนมั้ยยาย.. ?
ยาย : ไม่เคย **
หลาน : อยากเห็นมั้ย.. ?
ยาย : อย่าเลย..ยายแก่แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นอะไร
หลาน : อ้าว..เป็นอะไรไปเหรอยาย.. ?
ยาย : สงสัยจะแก่ตัวมาก นั่งนานๆแล้วมันจะมีปัญหา.
หลาน : มันเป็นยังงัยหรอยาย.. ?
ยาย : อีขาซ้ายนี่มัน...ชา
หลาน : แล้วขาขวาล่ะยาย ..?
ยาย : กาแฟ **..
หลาน : ผมว่ายายต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะ..
ยาย : ทำไมล่ะ.. ?
หลาน : ถ้าปล่อยไว้นานๆมันจะเป็นโอวัลตินนะยาย
ยาย : อืม..แล้วพอยืนนานๆนะ..ขาซ้ายมันจะปวด
หลาน : โอ้ย..เป็นเรื่องธรรมดายายอายุมากแล้วนี่ มันก็ปวดสิ
ยาย : ไม่จริงหรอก..ขาข้างขวานี่ก็อายุเท่ากันไม่เห็นมันปวดเลย
หลาน: ผมไปและคับยาย
credit by bloggang ขอบคุณค่ะ
posted on 14 Feb 2009 11:49 by asway38
นภา มองดูนาฬิกาบอกเวลาที่ติดอยู่ที่ผนังในห้องแต่งตัวของเธอ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะ 7 โมงเช้าแล้ว เธอกำลังรีบแต่งตัวและแต่งหน้าเพื่อที่จะรีบไปทำงานให้ทัน ก่อนที่การประชุมกับลูกค้าในช่วงเช้าจะเริ่มขึ้น เสียงจากโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น เป็นสัญญานแจ้งเตือนให้เธอทราบว่ามีข้อความส่งเข้ามาหาเธอ แต่ในเวลานี้นภายังไม่มีเวลาที่จะเช็คดูข้อความนั้น เธอจำเป็นต้องรีบทำภาระกิจส่วนตัวให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อที่เธอจะได้ออกจากบ้านและไปทำงานทันเวลา
นภา สาวออฟฟิตคนสวยที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง เธอเรียนจบจากต่างประเทศ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บริษัทโฆษณาชื่อดังของเมืองไทย ในตำแหน่งอาร์ตไดเรคเตอร์ หญิงสาวผู้ใช้เวลาเกือบจะทั้งชีวิตทุ่มเทไปกับการทำงาน จนเธอแทบจะลืมไปเลยว่าตัวเธอเองก็ยังมีชีวิตส่วนตัวที่จะต้องดูแลอยู่เหมือนกัน
ทันทีที่เธอไปถึงที่ทำงาน เธอก็หอบเอกสารเข้าประชุมกับลูกค้าและทีมงานในทันที ในเช้าวันนี้เธอได้ดื่มแค่กาแฟเพียง 1 แก้ว ที่แม่บ้านชงเข้าไปให้เธอในห้องประชุมเท่านั้น กว่าที่เธอจะประชุมเสร็จก็เป็นเวลาเกือบจะเที่ยงครึ่งแล้ว เธอเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของเธอเพื่อเช็คงานที่มีเข้ามาทางอีเมล์ต่อ
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ถูกวางทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานของเธอดังเตือนเป็นระยะ ทำให้เธอต้องหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมาเช็คดู มีข้อความถูกส่งเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของเธอ 2 ข้อความ โดยข้อความแรกถูกส่งเข้ามาจากเบอร์มือถือของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี ข้อความนี้ถูกส่งมาให้เธอตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว แต่เธอยังไม่มีเวลาที่จะเปิดข้อความอ่าน เธอจึงคลิกข้อความนี้ขึ้นมาตรวจสอบดู
“สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ เจ้าหญิงคนสวยของผม”
ในทันทีที่เธออ่านข้อความจบ เธอก็รีบอมยิ้มขึ้นมาในทันที เธอคิดในใจว่าเธอคงทำงานหนักจนลืมไปเลยว่าวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ วันที่หลาย ๆ คนจะมีความสุขกับความรักของตัวเอง
แล้วเธอก็กดเช็คข้อความที่ 2 ที่ถูกส่งเข้ามาในเวลาเที่ยงตรง ซึ่งเธอยังคงอยู่ในห้องประชุม โดยเป็นข้อความที่ถูกส่งมาจากเบอร์เดียวกันกับข้อความแรก
“ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ คุณยังคงเป็นเจ้าหญิงของผมเสมอ”
เธอยิ้มอย่างภูมิใจมากขึ้นอีกกว่าเดิม แล้วเธอเริ่มนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของข้อความนี้ขึ้นมาในใจทันที
ประณต ชายหนุ่มรูปหล่อมาดภูมิฐาน บุคลิกและนิสัยดี ชายหนุ่มคนที่พูดจาไพเราะและเป็นผู้เดียวที่ชมว่าเธอสวยมาตลอด ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนที่เธอแอบปลื้มเขามานานแล้ว ในวันนี้เขาเป็นผู้ที่ส่งข้อความหวาน ๆ นี้มาให้เธอ
นภาได้เจอกับประณตเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอจำได้ว่าประณตมาตามตื้อจีบเธอ ก่อนที่เขาจะนัดเธอออกเดทเป็นครั้งแรก โดยไปทานดินเนอร์วันวาเลนไทน์ด้วยกันที่ร้านอาหารบรรยากาศดีแห่งหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นวันที่ครบรอบ 2 ปีที่เธอประทับใจไม่รู้ลืม
อาจจะเป็นเพราะทั้งนภาและประณตต่างก็มีอาชีพ และหน้าที่การงานที่จะต้องทำแตกต่างกัน ทั้งคู่จึงไม่ค่อยจะมีเวลาที่ว่างที่จะได้หยุดตรงกันเท่าไหร่ ทั้งเธอและเขาจึงได้แต่แค่โทรศัพท์คุยกันเท่านั้น จนกระทั่งในวันวาเลนไทน์ของปีที่แล้ว ประณตได้นัดเธอไปทานดินเนอร์มื้อเย็นในวันวาเลนไทน์อีกครั้ง ในการออกเดทครั้งที่สองนี้ทำให้นภายิ่งประทับใจประณตมากขึ้นอีก หลังจากนั้นทั้งเธอและเขาก็แทบจะไม่มีโอกาสจะได้เจอกันอีกเลย จนกระทั่งถึงวันนี้วันที่เป็นวันวาเลนไทน์ครั้งที่ 3 ของทั้งเธอและเขา
นภา ตัดสินใจพิมพ์ข้อความทางมือถือเพื่อส่งกลับไปให้แก่ประณต
“ยังรักและศรัทธาในตัวคุณเหมือนเดิม”
เธอแอบอมยิ้มที่มุมปากในทันทีที่พิมพ์ข้อความเสร็จ ก่อนที่เธอจะกดส่งข้อความไป
นภาหยิบขนมปังแซนด์วิชที่แม่บ้านซื้อมาให้เธอตั้งแต่เช้าขึ้นมาทาน ถึงแม้ว่าขนมปังแซนด์วิชจะแข็งกระด้างไปบ้าง เพราะว่าวางถูกวางทิ้งไว้เกือบครึ่งวันแล้ว แต่ว่าเธอก็มักจะทานอาหารมื้อกลางวันในลักษณะนี้เสมอ งานของเธอมีมากมายและเร่งรัดเป็นประจำอยู่เกือบตลอดเวลา จนเธอแทบจะไม่มีเวลาดูแลและสนใจในตัวเองเลย ซึ่งสิ่งนี้เองที่เธอเฝ้าคิดทุกครั้งในยามค่ำคืนที่เธอเหงา มันคงเป็นสาเหตุประการแรก ๆ ที่ทำให้เธอกับเขาต้องห่างเหินกันเมื่อเวลาผ่านพ้นไป
นภา ทานอาหารมื้อเที่ยงของเธอเสร็จแล้ว เพื่อน ๆ พนักงานคนอื่น ๆ ในออฟฟิตยังไม่กลับเข้ามาถึงออฟฟิตเหมือนเช่นเคย เธอมักจะมีเวลาว่างประมาณ 10 ถึง 15 นาทีก่อนจะถึงเวลาบ่ายโมงเป็นประจำเกือบทุกวัน ซึ่งถือว่าเป็นเวลาส่วนตัวของเธอที่จะได้ผักผ่อนในระหว่างวัน ได้เข้าห้องน้ำหรือว่าทำภาระกิจส่วนตัว ก่อนที่เธอจะต้องกลับไปทำงานอย่างหนักอีกครั้งในช่วงบ่ายจนถึงดึกของทุกวัน
นภา พยายามที่จะใช้เวลาส่วนตัวที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในวันนี้ เพื่อโทรไปคุยกับประณตสักครั้ง หลังจากที่เธอไม่ได้โทรไปหาเขามานานเกือบปีแล้ว เธอหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมาเพื่อกดหาเบอร์ของประณต แล้วเธอก็โทรออกไปหาเขาในทันที
“ฮัลโหล ... ว่าไงค่ะประณต?”
นภาพูดไปตามสายในทันทีที่อีกฝั่งรับสาย
“ว่างแล้วหรือครับ? ผมนึกว่าวันนี้คุณจะไม่ว่างโทรกลับมาหาผมเสียอีก”
“ก็คุณเล่นส่งข้อความมาหวานขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องรีบโทรกลับไปหาเหมือนกันล่ะ?”
“สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ”
ประณต พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเหมือนเคย เล่นทำเอานภาถึงกับอึ้งจนเกือบจะพูดไม่ออก เธอแอบก้มหน้าลงไปยิ้มก่อนที่เธอจะพูดตอบกลับไป
“เช่นกันคะ”
“นภา คุณคือเจ้าหญิงของผมนะครับ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้มีโอกาสบอกให้คุณได้ฟังทุกวัน”
“ค่ะ ... ฉันรู้”
“เย็นนี้คุณว่างไหมครับ?”
“ทำไมเหรอคะ?” นภาแกล้งตอบกลับไป เหมือนกับเธอไม่รู้เรื่องเลยว่าประณตจะถามขึ้นมาทำไม
“วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ เย็นนี้เราไปทานดินเนอร์ด้วยกันนะครับ?”
“วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์เหรอคะ เนี่ยฉันทำงานจนลืมไปเลยหรือว่าวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์” นภายังคงแกล้งทำเป็นตอบแบบไม่รู้ไม่ชี้ต่อ
“นภา ... เราไปทานดินเนอร์ด้วยกันเถอะครับ วันนี้ครบรอบ 2 ปีแล้วนะครับ ที่เราได้รู้จักกัน”
“แต่ว่าฉันงานยุ่งนะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะไปได้ไหม?”
“ขอให้คุณมาเถอะครับ คุณจะเลิกงานมาดึกขนาดไหนผมก็จะรอคุณครับ วันนี้คุณอาจจะได้รับเซอร์ไพร์สก็ได้นะครับ”
นภา ถึงกับแอบอมยิ้มเมื่อเธอได้ยินประณตพูดในลักษณะนี้ เธอทำเป็นเงียบเพื่อทิ้งจังหวะไปสักพัก ก่อนที่จะพูดตอบไป
“แล้วเราจะไปที่ร้านไหนกันดีล่ะ?”
“ไปที่ร้าน อิ่มรัก ร้านเดิมที่เราเคยไปมา 2 ครั้งแล้วไงครับ ผมโทรไปจองโต๊ะริมแม่น้ำตัวเดิมไว้แล้วครับ เวลา 1 ทุ่มตรงครับ ผมจะรอคุณอยู่ที่นั้นนะครับ”
“คะ ... แล้วเย็นนี้เจอกันคะ”
นภา พูดจบก็แอบยิ้มอยู่คนเดียวอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะกดวางสายโทรศัพท์ไป
จริง ๆ แล้ว นภา จัดได้ว่าเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาดีคนหนึ่ง เพียงแต่ตัวเธอไม่ค่อยจะแต่งหน้าและแต่งตัวเหมือนสาวออฟฟิตคนอื่น ๆ เธอมักจะแต่งตัวมาทำงานด้วยชุดสูทธรรมดา ที่เป็นกางเกงขายาวตัดด้วยผ้าเนื้อเดียวกันกับเสื้อสูทของเธอ ทำให้เธอดูเป็นสาวที่มีบุคลิกคล่องตัวและมีความมั่นใจในตัวเองสูง อีกทั้งเธอเรียนจบมาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำในอเมริกา เธอเป็นคนที่ทำงานหนักและทุ่มเทให้กับงานที่เธอได้รับมอบหมายเป็นอย่างมาก ทำให้เธอได้รับความก้าวหน้าในตำแหน่งและหน้าที่การงานมากกว่าเพื่อนพนักงานคนอื่น ๆ ที่เข้ามาทำงานพร้อม ๆ กัน ตัวเธอเองจึงไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทที่เป็นเพื่อนร่วมงานสักเท่าไหร่ แต่ในทางกลับกันเธอกับมีลูกน้องที่เป็นสาว ๆ ในทีมงานหลายคน จึงทำให้ใครต่อใครมองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แก่กว่าวัย ดังนั้นเลยไม่มีหนุ่ม ๆ คนไหนในบริษัทหรือหนุ่มที่ใกล้ตัวเธอเข้ามาจีบเธอเลยสักคน
นภา มองมองไปบนโต๊ะทำงาน เธอมองดูกองเอกสารของงานที่เธอจะต้องทำในวันนี้ แล้วเธอก็เหลือบไปมองยังปฏิทินตั้งโต๊ะที่อยู่เบื้องหน้าของเธอ เธอเพ่งมองไปที่ปฏิทินซึ่งบ่งบอกว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์นั้นเอง เธอกำลังคิดว่าถ้าวันนี้ผ่านพ้นไปโดยไม่มีสิ่งที่ดี ๆ เกิดขึ้นกับเธอเลย เธออาจจะตรงรอไปอีกถึง 1 ปีก็ได้
เธอเงยหน้าขึ้นไปมองโดยรอบออฟฟิต ตอนนี้พนักงานในออฟฟิตเริ่มกลับเข้ามาทำงานในช่วงบ่ายแล้ว เธอตัดสินใจเรียกเลขาของเธอเข้ามาสั่งงาน แล้วเธอก็โทรไปลางานกับเจ้านายใหญ่ของเธอ โดยเธออ้างว่าเธอมีความจำเป็นที่จะต้องไปทำธุระส่วนตัวในช่วงบ่าย ก่อนที่จะรีบออกจากออฟฟิตเพื่อเดินทางกลับบ้านในทันที
นภา แวะที่ร้านเสริมสวยหน้าหมู่บ้านของเธอก่อน เพื่อทำผม แต่งหน้าและทำเล็บซึ่งใช้เวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเธอก็รีบกลับเข้าบ้าน เพื่อไปเลือกชุดที่สวยที่สุดเท่าที่เธอมีอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเธอตอนนี้ เพื่อที่เธอจะเปลี่ยนไปใส่สำหรับนัดดินเนอร์วาเลนไทน์ค่ำวันนี้
ตอนนี้เป็นเวลา 4 โมงเย็นกว่า ๆ แล้ว เธอตัดสินใจออกจากบ้านก่อนเวลานัดหมายมากพอสมควร เพื่อหลีกหนีการจราจรที่เธอคาดว่าจะต้องติดขัดเป็นอย่างมากแน่ ๆ ซึ่งจะทำให้เธอสามารถไปได้ทันก่อนเวลานัดหมายสักเล็กน้อย เพื่อที่เธอเองจะได้มีเวลาปรับสภาพตัวเองเข้ากับบรรยากาศและสถานที่ และควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของเธอที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
นภา ที่ตอนนี้อยู่ในชุดราตรีสั้นสีชมพู เธอดูต่างจากนภาคนที่เพิ่งเข้าประชุมกับลูกค้าในช่วงเช้าเป็นอย่างมาก ช่างแต่งหน้าและช่างทำผมฝีมือดี รวมทั้งชุดราตรีหรูที่เธอเคยใส่ไปงานแต่งงานเพื่อนสนิทของเธอเพียงครั้งเดียว ทำให้ในตอนนี้เธอดูดีเป็นพิเศษ เธอดูเป็นสาวสวยในอีกบุคลิกที่แตกต่างจากที่เธอเคยเป็นมาตลอดทั้งปี
นภา ก้าวลงจากรถยนต์ส่วนตัวของเธอ แล้วเธอก็ยืนจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเธอผ่านกระจกหน้าต่างรถสักพัก ก่อนที่เธอจะปิดประตูล็อครถแล้วเดินตรงเข้าไปในร้านอาหารที่อยู่ตรงหน้า ร้านอาหารที่เธอเคยมาแล้ว 2 ครั้งที่มีป้ายชื่อร้าน อิ่มรัก อยู่เบื้องบนประตูทางเข้า เมื่อเธอเดินเข้าไปในร้าน พนักงานต้อนรับของร้านรีบเดินเข้ามาเพื่อทักทายเธอ
“สวัสดีคะ จองโต๊ะไว้หรือเปล่าค่ะ?”
“จองไว้คะ ชื่อคุณประณต”
นภา บอกพนักงานต้อนรับไป ในขณะที่สายตาของเธอจ้องมองไปยังโต๊ะเดี่ยวตัวหนึ่งที่ถูกจัดไว้บริเวณริมสุดของร้าน โต๊ะตัวที่เธอเคยนั่งที่สามารถมองออกไปเห็นวิวของแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ตรงหน้าได้
“เชิญด้านนี้คะ ... ทางร้านเพิ่งจัดดอกไม้เสร็จ คนจองโทรมาสั่งให้ประดับดอกกุหลาบแดงไว้บนโต๊ะด้วยคะ”
พนักงานต้อนรับพูดพร้อมกับเดินนำเธอไปยังโต๊ะตัวดังกล่าว เมื่อนภาเดินไปถึงยังโต๊ะแล้วเธอก็เลื่อนเก้าอี้ตัวที่อยู่ด้านหนึ่งออกมานั่งอย่างคุ้นเคย
“จะสั่งอาหารก่อนเลยไหมคะ” พนักงานต้อนรับถามนภา
“ยังค่ะ ฉันขอรอเพื่อนร่วมโต๊ะก่อน ขอน้ำเปล่ามาทานก่อนก็แล้วกันคะ”
นภา ตอบพนักงานต้อนรับไปอย่างวางตัว เพราะเธอยังไม่อยากที่จะคิดอะไรไปมากกว่านี้ ในช่วงเวลานี้ตัวเธอเองกำลังเฝ้าคิดถึงเซอร์ไพร์สที่เธอจะได้รับในคืนนี้มากกว่า เธอเลยยังไม่อยากจะแสดงความรู้สึกอะไรออกไปมากในตอนนี้
นภา มองไปยังแจกันดอกไม้อยู่บนโต๊ะอาหาร ดอกกุหลาบสีแดงสด 3 ดอกถูกเสียบไว้ในแจกัน โดยมีใบไม้ประดับอีก 3 ใบถูกจัดเสียบไว้อย่างสวยงามคู่กันในแจกัน เธอจ้องมองดอกกุหลาบแดงอย่างประทับใจ ตัวเธอเองก็ยังเป็นเหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ทั่วไปที่แพ้ความงดงามของดอกกุหลาบ โดยเฉพาะดอกกุหลาบแดงที่ได้เห็นในค่ำคืนวันวาเลนไทน์แบบนี้ ถึงแม้ว่าในชีวิตจริงของเธอยังไม่เคยได้รับดอกกุหลาบแดงจากชายหนุ่มคนไหนเลยสักครั้งก็ตาม
ตอนนี้เป็นเวลา 6 โมงครึ่งแล้ว แต่ว่าผู้คนภายในร้านยังมีมาใช้บริการไม่มากนัก นภามองไปโดยรอบภายในร้าน ซึ่งในวันนี้ถูกประดับประดาไว้ด้วยดอกไม้สีแดง รวมทั้งริบบิ้นสีแดงเข้ากับบรรยากาศในคืนวันวาเลนไทน์ ภาพของความประทับใจในดินเนอร์วาเลนไทน์ของเธอที่ร้านนี้ทั้ง 2 ครั้ง กำลังย้อนกลับเข้ามาอยู่ในความคิดของเธออีกครั้ง
นภา หันมองออกไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพของวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ภายนอกร้าน แล้วเธอก็เริ่มจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
เธอเหม่อลอยคิดถึงภาพของพลุดอกไม้ไฟหลายดวงที่ถูกจุดขึ้นในอีกฝั่งของแม่น้ำ ตรงข้ามกันกับร้านอาหารที่เธอกำลังนั่งอยู่ เธอคิดถึงภาพของเรือลำใหญ่ลำหนึ่งกำลังผ่านเข้ามาใกล้ ๆ กับร้านอาหาร โดยบนเรือมีป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่เขียนข้อความบางอย่างบอกแก่เธอ เธอคิดถึงภาพของเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่เดินถือลูกโป่งสีแดงมาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะที่เธอนั่ง พร้อมทั้งส่งกล่องของขวัญเล็ก ๆ สีแดงมาให้แก่เธอ
นภา ยังคงจินตนาการอย่างต่อเนื่องไปอีกว่า เธอเอาช้อนตักลงไปในสวีทเค้กที่เธอกำลังทานอยู่ โดยมีวัตถุอะไรบางอย่างถูกซ่อนอยู่ภายในเค้กชิ้นนั้น เธอกำลังคิดถึงประโยคที่ประณตกำลังจะพูดบอกกับเธอ อาจจะเป็นเซอร์ไพร์สที่สุดของค่ำคืนนี้ก็ได้
ด้วยความที่นภาทำงานเป็นอาร์ตไดเรคเตอร์ เธอจึงสามารถจินตนาการเรื่องราวออกมาเป็นภาพต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย ซึ่งในขณะที่เธอกำลังนั่งยิ้มและเหม่อลอยอยู่ในความคิดของเธอ ในขณะนั้นเองประณตก็ได้เดินเข้ามานั่งในเก้าอี้ของโต๊ะอาหารอีกฝั่งตรงข้ามกับที่เธอนั่งอยู่
“ขอโทษด้วยครับนภา คุณมาถึงนานหรือยังครับ?”
ประโยคที่ประณตกล่าวทักเธอนี้เอง ทำให้นภาต้องตื่นจากจินตนาการความคิดของตัวเอง เธอหันไปมองประณตที่เพิ่งนั่งลงตรงหน้าของเธอในขณะนี้
“ประณต” นภา เอ่ยเรียกชื่อของเขาในทันทีที่เห็นเขา
“ผมไม่คิดว่าคุณจะมาถึงเร็วขนาดนี้ ตอนนี้ยังไม่ 1 ทุ่มเลยครับ”
“ฉันกลัวว่ารถจะติดมาก ฉันเลยรีบออกมาก่อนคะ เพิ่งมาถึงก่อนหน้าคุณไม่นานนี้เอง”
นภา พยายามพูดตอบออกไปโดยเก็บความรู้สึกลึก ๆ ของตัวเธอเองไว้ เพื่อที่จะไม่ให้ประณตได้รับรู้ในตอนนี้
“งั้นเราสั่งอาหารมาทานกันเลยไหมครับ? จะได้ทานไปคุยกันไป”
“คะ”
นภา ตอบเพียงสั้น ๆ แล้วประณตก็เรียกพนักงานต้อนรับมาเพื่อสั่งอาหาร
ประณต ชายหนุ่มรูปหล่อหน้าตาดีคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามของเธอในขณะนี้ เขาเป็นชายหนุ่มเพียงคนเดียวในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นและประทับใจได้โดยตลอด ที่ผ่านมาเธอเฝ้าคอยเวลาที่เธอจะได้อยู่เพียงลำพังกับประณตมาโดยตลอด เพื่อที่เธอจะได้ยินประโยคที่เธอเฝ้ารอคอยอยากฟังมาตลอดชีวิต
บรรยากาศของการทานอาหารในค่ำคืนนี้ค่อนข้างที่จะหวานเป็นพิเศษสำหรับทั้งเธอและเขา ทั้งคู่ต่างก็สอบถามถึงสาระทุกข์สุขดิบของอีกฝ่าย ว่าแต่ละคนเป็นมาอย่างไรบ้างในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันเลย
ประณต บรรจงตักอาหารในจานไปวางไว้ให้ในช้อนของนภา เขามักจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษบนโต๊ะอาหารเป็นประจำ ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาที่กำลังคุยกันเป็นเรื่องอื่น
ประณตมองจ้องหน้านภาแล้วเขาก็พูดขึ้นกับเธอ
“นภาครับ วันนี้คุณสวยเป็นพิเศษเลยครับ”
ประโยคนี้เองที่ทำให้นภาต้องหลุดจากการควมคุมความรู้สึกของตัวเธอเอง ที่เธอพยายามจะไม่เผยออกมาให้ประณตได้เห็นและได้รับรู้ เธอพยายามกั้นสีหน้ามาเป็นเวลาเกือบจะชั่วโมงแล้ว แต่เธอก็เผลอยิ้มออกมาให้แก่ประณต พร้อมทั้งหน้าแดงอย่างเขินอาย
“ขอบคุณคะ”
“ผมรู้ว่าที่ผ่านมาคุณก็ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะสร้างฐานะของตัวคุณเองให้พร้อมสำหรับครอบครัวที่สมบูรณ์ในอนาคตข้างหน้าของคุณใช่ไหมครับ?”
“ใช่ค่ะ งานของฉันเยอะมากในช่วงนี้ จนบางครั้งฉันแทบจะไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย”
นภา พยายามจะตอบแบบเลี่ยง ๆ ไป เพื่อป้องกันการที่เธอจะเผลอหลุดแสดงอาการออกไปมากกว่านี้
“ผมว่าคุณควรจะหาใครสักคนเข้ามาดูแลชีวิตคุณได้แล้วนะครับ”
“จะมีใครเขาอยากเข้ามาดูแลชีวิตของฉันบางล่ะ? คุณก็เห็นไม่ใช่เหรอ? วัน ๆ ฉันมีแต่งานที่จะต้องทำ แล้วจะมีใครเขามาสนใจใส่ใจฉัน ไม่มีหรอกคะประณต”
“ผมว่าในช่วงนี้คุณทำงานหนักจนเกินไปแล้วนะครับ คุณน่าจะหาเวลามาดูแลตัวเองได้แล้วครับ แล้วอนาคตข้างหน้าของคุณอีกล่ะ? คุณวางแผนไว้อย่างไรต่อไปครับ?”
“ฉันรู้ว่าฉันทำงานหนักเกินไปในตอนนี้ แต่ว่าช่วงเวลานี้ก็ยังเป็นช่วงเวลาที่ฉันยังพอมีแรงที่จะทำงานได้ เพราะฉันไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีใครมาคอยดูแลฉัน เหมือนอย่างที่คุณบอกหรือเปล่า?”
“ถ้าผมบอกคุณว่า มีคนอยากที่จะคอยดูแลคุณล่ะ? ไม่ใช่ดูแลคุณเพียงแค่วันนี้นะครับ แต่ว่าเขาจะคอยดูแลคุณไปตลอดชีวิตของคุณเลยล่ะ? คุณจะเชื่อผมไหม?”
นภา ทำป็นหันหน้าไปมองบรรยากาศโดยรอยภายในร้าน แล้วเธอก็พูดขึ้นต่อ
“จะมีใครอยากจะมาคอยดูแลฉันไปตลอดชีวิตล่ะ ? ฉันทำงานหนักขนาดนี้อีกไม่นานฉันก็คงจะแก่แล้ว พอถึงตอนนั้นคน ๆ นั้นเขาก็คงไม่อยากจะคอยดูแลฉันแล้วล่ะ”
“แต่ถ้าเขาคนนั้นเขายังยืนยันว่าจะคอยดูแลคุณตลอดไปล่ะ?”
นภา หันหน้ากลับมามองปรณต แล้วเธอก็ขยับตัวของเธอมาใกล้โต๊ะอาหาร เธอเอาแขนทั้ง 2 ข้างวางเท้าไปบนโต๊ะพร้อมทั้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ในกลางโต๊ะ แล้วเธอก็ส่งยิ้มให้แก่ประณตก่อนที่เธอจะพูดขึ้น
“เขาคนนั้นคือใครล่ะ? คุณเหรอ?”
ประณต ขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะอาหารเช่นกัน เขายื่นมือทั้ง 2 ข้างของเขามากุมมือของเธอไว้ แล้วเขายื่นหน้าเข้ามาที่กลางโต๊ะเช่นเดียวกับที่เธอทำ ทำให้ในตอนนี้ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ใกล้กันมากขึ้น
“ใช่ครับ ผมเอง ผมรับปากคุณว่า ผมจะคอยดูแลคุณตลอดไป”
ประณต พูดพร้อมทั้งยิ้มหวานส่งให้เธอ ทำให้นภาหน้าแดงและเขินอายขึ้นอีกครั้ง จนเธอต้องหลบสายตาจากเขาแล้วมองออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ภายนอกร้านแทน
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะ 2 ทุ่มแล้ว ความมืดคืบคลานเข้ามาปลุกคลุมบรรยากาศภายนอกร้านนานแล้ว แสงไฟจากอีกฝั่งของแม่น้ำสะท้อนอยู่ในพื้นน้ำที่มืดสนิทเป็นประกายระยิบระยับ
แล้วในขณะนั้นเอง ท่ามกลางความมืดของแม่น้ำก็เกิดแสงสว่างจ้าขึ้น ด้วยแสงจากพลุดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นจากร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม
พลุดอกไม้ไฟยังถูกจุดต่อเนื่องอีก 3-4 ลูก นภายังคงจ้องมองไปยังแสงสว่างจ้าที่เกิดจากพลุที่ถูกจุดขึ้น โดยที่เธอยังไม่กล้าหันไปมองสบตากับประณต ที่เธอคาดว่าตอนนี้เขายังคงมองจ้องหน้าของเธออยู่แน่ ๆ
เรือของห้องอาหารลำหนึ่ง ที่ถูกประดับประดาไว้ด้วยดวงไฟหลากหลายดวงกำลังแล่นผ่านเข้ามาในแม่น้ำบริเวณด้านหน้าของร้านอาหารแห่งนี้ นภาพยายามมองหาป้ายหรือสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง ที่เธอคิดว่าน่าจะมีปรากฏอยู่บนเรือลำนั้น
“นภาครับ” ประณตเอ่ยเรียกชื่อเธออีกครั้ง น้ำเสียงของประณตยังนุ่มนวลเหมือนเดิม
“คะ” นภา ตอบออกไปโดยที่ยังคงจ้องมองไปที่เรือลำนั้น โดยยังไม่หันกลับมามองสบตากับประณตเหมือนเดิม
“ผมยังจำวันแรกที่เราเจอกันได้” ประณตพูดขึ้นในขณะที่นภาไม่ยอมพูดอะไรตอบ เหมือนกับว่าเธอกำลังรอฟังประโยคต่อไปที่เขากำลังจะพูด
“ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ คุณก็ยังคงเหมือนเดิม”
นภา ยังไม่พูดอะไร เธอได้แต่ยิ้มเพื่อกั้นความรู้สึกของเธอที่กำลังจะระเบิดออกมาในขณะนั้น เธอตัดสินใจหันหน้ากลับมาจ้องสบตากับประณตอีกครั้ง เพื่อรอคอยประโยคที่กำลังจะได้ยินต่อจากนี้
ประณตขยับกุมมือของนภาแน่นขึ้นอีก เพื่อเป็นการทำให้นภาได้เตรียมพร้อม เพื่อที่จะได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่กำลังจะเกิดขึ้นจากประโยคต่อไปที่เขากำลังจะพูด ซึ่งตัวนภาเองก็สามารถรับรู้ถึงสัญญาณของความรู้สึกนี้ได้เช่นกัน เธอส่งยิ้มหวานให้แก่ประณตอีกครั้ง พร้อมทั้งจ้องสบตาเขาอย่างมั่นคงขึ้น
“นภา ... คุณซื้อประกันชีวิตกับผมเถอะครับ”
เหมือนกับระเบิดด้าน ระเบิดที่ชนวนถูกจุดไฟไปแล้ว รอคอยเพียงแค่ไฟประทุลามเข้าไปถึงจนระเบิดเท่านั้นเอง
แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ประโยคที่นภาคาดว่าจะได้ยินกลับไม่ใช่ประโยคที่เธอกำลังรอคอยจะฟัง
“ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันจนถึงวันนี้ คุณยังคงทำงานอย่างหนักมาก ผมว่าคุณน่าจะซื้อกรมธรรณ์ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองตัวคุณเองไว้สักฉบับหนึ่ง”
นภาได้แต่นิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก และเธอก็ทำอะไรต่อไปไม่ถูก เธอยังไม่กล้าดึงมือของเธอออกมาจากอุ้งมือของประณตที่กุมมือเธอไว้ ในขณะที่ประณตยังคงพูดต่อไป
“หลังจากที่ผมแต่งงานเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมก็ตัดสินใจที่จะเลิกทำงานประจำที่น่าเบื่อ ผมลาออกมาเป็นตัวแทนขายประกันชีวิตเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง ผมเลยตั้งใจที่จะมาขายประกันให้แก่คุณเป็นคนแรกเลยครับ”
เหมือนกับว่ามีใครสักคนเอามือมาจี้สะกิดที่เอวของนภา เธอรีบดึงมือของเธอออกมาจากอุ้งมือของประณตในทันที เธอเอนตัวไปด้านหลังเพื่อพิงกับพนักพิงของเก้าอี้ ดวงตาของเธอเหลือกโตขึ้นอย่างอัตโนมัติ ก่อนที่เธอจะถามประณตขึ้นอีกครั้ง
“คุณแต่งงานแล้วเหรอค่ะ?” นภายังคงถามออกไปทั้ง ๆ ที่ยังมึนงงอยู่
“ใช่ครับ ผมแต่งงานเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมเอาการ์ดแต่งงานไปให้คุณที่ออฟฟิต เลขาของคุณบอกผมว่าคุณไม่มีเวลาว่างที่จะให้ผมนัดพบเลย แล้วคุณก็ไม่ได้ไปงานแต่งงานของผมด้วย คุณยังคงทำงานหนักอยู่เหมือนเดิม คุณน่าจะมีหลักประกันของชีวิตไว้บ้างนะครับ ผมจะเป็นคนที่ดูแลและเอามันมานำเสนอให้แก่คุณเอง ...”
แล้วประณตก็พูดถึงกรมธรรณ์ให้เธอฟังต่ออีกเกือบ 30 นาที โดยที่ตัวของนภาเองแทบจะไม่ได้รับรู้อะไรที่เขาพูดให้เธอฟังเลย แต่เธอกลับอยู่ในภวังค์ของความมึนงงมากกว่า
หลังจากนั้นนภาก็พยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่ยังพอหลงเหลืออยู่ เธอเอ่ยปากพูดกับประณตเพื่อขอตัวกลับบ้านก่อน แล้วเธอก็ลุกเดินออกมาจากโต๊ะอาหารตัวที่เธอคุ้นเคย เธอก็เดินออกมาจากร้านอาหารที่เธอคุ้นเคย และเธอก็เดินออกมาจากบรรยากาศและความทรงจำที่เธอเคยประทับใจ
ตอนนี้เป็นเวลา 3 ทุ่มกว่า นภาขึ้นมานั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนตัวของเธอแล้ว เธอพยายามก้มลงไปหารูกุญแจเพื่อที่จะเสียบกุญแจไขสตาร์ทรถ ในขณะที่สมองของเธอในตอนนี้กำลังคิดถึงเส้นทางที่เธอจะขับรถกลับบ้าน ซึ่งตัวเธอเองก็จำไม่ได้ว่าเธอขับรถมาจากบ้านทางถนนเส้นไหนเมื่อตอนเย็นที่ผ่านมา
จบล่ะ ...
อิอิ
@@@@@@@@@@@@@@
คุยกันท้ายเรื่อง
ข้อมูลทางสถิติของสำนักวิจัยทางธุรกิจแห่งหนึ่งระบุไว้ว่า ในระยะเวลา 1 รอบปีปฏิทิน (365 วัน) มีวันที่คนทั่วไปตัดสินใจซื้อประกันมากที่สุดอยู่ 2 วันคือ วันทำการสุดท้ายของทุกปี กับอีกวันหนึ่งก็คือ วันวาเลนไทน์ของทุกปีนั้นเองครับ ... อิอิ
ผมขออภัยสำหรับเพื่อนท่านที่เคยอ่านเรื่องนี้แล้ว ช่วงนี้ผมยังไม่ได้เขียนเรื่องใหม่ ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันเลยครับ ผมขออนุญาตเอาเรื่องเก่านี้ ที่ผมเขียนขึ้นในช่วงวาเลนไทน์เมื่อปีที่แล้วมาอัพบล็อคให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันอีกครับ สำหรับให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันเพลิน ๆ ในช่วงเทศกาลแห่งความรักนี้
ขอให้ทุกท่านที่มีความรัก มีความสุขมาก ๆ ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์นี้นะครับ และสำหรับคนที่ยังไม่มีรัก(แบบผม)ก็ขอให้เจอกับความรักที่สวยงามเร็ว ๆ นี้นะครับ
อิอิ
credit by คุณไก่ (aitai) สำหรับโค้ดเพลง “รักคุณเข้าอีกแล้ว” ที่ผมนำมาประกอบเรื่องนี้ครับ
posted on 14 Feb 2009 11:03 by asway38
ไม่ได้เขียนบทความซะนาน วันนี้มีโอกาส ก็เลยแวะมาเขียนซะหน่อย แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องราวของผมนะ
เป็นเรื่องราวของ ญ คนหนึ่ง ที่เธอได้มีโอกาสไปทำงานนอกสถานที่เป็นครั้งแรก ซึ่งวันนั้น หลังจากที่เธอทำงานเสร็จแล้ว เธอก็ได้นั่งรถประจำทางกลับออฟฟิต กับเพื่อนร่วมงานของเธอ ซึ่งบนรถนั้น คนเยอะมาก ไม่มีที่นั่งเลย เธอจึงต้องโหนรถ และใกล้ๆ เธอนั้น ก็มีคุณป้าคนหนึ่ง อายุราวๆ 35-40 ได้มั้ง ป้าคนนี้อารมณ์ไม่ดี เวลามีใครไปโดนหรือกระแทก โดนตัวป้าเข้า ป้าก็จะมองหน้าแบบหาเรื่อง หรือ ด่าคนๆ นั้น ซึ่งคนที่นั่ง หรือโหนอยู่ใกล้ๆ ป้าคนนั้น ก็ไม่มีใครชอบป้าคนนั้นเลย และแล้วทันใดนั้นเอง รถก็เบรค ทำให้ ญ คนนั้น เสียหลักไปกระแทกตัวป้าเข้าอย่างจัง ป้าคนนั้นก็ลุกขึ้นมาด่า ญ คนนั้น พร้อมทั้งพูดด่าต่างๆ มากมาย เธอจึงขอโทษป้าคนนั้น แต่ป้าเขาไม่ยอม จะเอาเรื่องให้ได้ จึงมีปากเสียงเกิดขึ้น ป้าจึงพูดออกมาว่า ถ้าโดนกระแทกแรงแบบนี้ ป้ายอมโดนตบ ยังดีกว่าอีก และแล้ว ผู้ ญ คนนั้นก็จัดให้ตามคำขอ ^^ ท่ามกลางบรรยากาศ เงียบไปกันทั้งรถ ป้าอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะมาด่าต่อ และจะเอาเรื่อง ข้อหาทำร้ายร่างกาย พร้อมทั้งบอกคนขับรถประจำทาง ให้พาไปโรงพัก เธอจึงบอกกับป้าว่า ก็ป้าบอกว่า ป้าจะยอมโดนตบ เองนี่ คนในรถก็เป็นพยานได้ อีกอย่างนู๋จะฟ้องป้ากลับด้วย ข้อหาทำนู๋เจ็บมือ เพราะตบป้าเนี่ย ข้อมือเคล็ดเลย ^^ ป้าจะให้นู๋ตบอีกก็ได้นะ เพราะ ตบเท่าไหร่ ก็เสียค่าปรับเท่าเดิม และถ้าทำร้ายร่างกาย แต่ไม่มีเลือดออก ก็ไม่ถือเป็นคดีอาญา (ผู้ ญ คนนี้เธอรู้เรื่องกฎหมายอยู่เยอะพอสมควรเลยล่ะ) เธอก็พูดกับป้าด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น ป้าคนนั้นก็อึ้งไป แต่ก็ยังไม่ยอม นี่เธอ ชั้น ขอนามบัตรเธอหน่อย เธอจึงบอกว่าจะเอาไปทำไมคะ มาด่านู๋ แล้วจะมาขอนามบัตรอีก ป้าบอกงั้นชั้นจะถ่ายรูปเธอไว้ แล้วจะเอาไปฟ้องตำรวจ เธอ ก็ยิ้ม พร้อมกับยอมให้ป้าถ่ายรูปเธอ เธอก็ยิ้มให้กล้อง และชูนิ้ว 2 นิ้วด้วย ^^ คนขับรถประจำทางบอกป้าว่า ผมขับเลยโรงพักแล้วล่ะ คงพาป้าไปไม่ได้แล้ว ป้าคงโกดมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พอถึงป้ายข้างหน้า ป้าก็ลงจากรถไปเลย และแล้ว เธอก็รอดตัวไป เพราะมีแต่คนเข้าข้างเธอทั้งนั้น ^^ ก็เธอไม่ผิดนี่นา มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ แต่ทว่า เหตุการณ์ในวันนี้ เป็นความซวยของเธอ หรือ ป้า คนนั้น กันแน่นะ เพื่อนๆ ล่ะ คิดว่าไงคร๊าฟฟฟ...
ปล. เรื่องนี้ถ้าให้เจ้าตัวเล่าเองคงสนุกกว่านี้เยอะเลย ^^ และจากเรื่องนี้ ก็ทำให้ผมได้เข้าใจว่า ญ ที่เรียบร้อย น่ารัก บางครั้ง เวลาเธอโมโห หรือ โกรธใคร จากนางฟ้าก็กลายเปงแม่มดได้เหมือนกาน เหอๆ ใครที่มีแฟน หรือ มีเพื่อน เรียบร้อย น่ารัก อยู่แบบที่ ไม่น่าจะมีพิษมีภัยกับใคร ก็ระวังน๊า ถ้าไปทำให้เขา หรือ เธอ โกรธขึ้นมา ก็อาจจะเจ็บตัวได้ 
credit by bbs.psyhatyai.com