คุณยาย ขายหัวเราะ

posted on 14 Feb 2009 13:25 by asway38

คุณยาย ขายหัวเราะ

ยาย : ว่างไหมเนี่ยหลานเอ้ย ?
หลาน : ว่างคับ
ยาย : คุยด้วยคนนะหลานเอ้ย
หลาน : เอาสิคับยาย..นั่งก่อนคับ
ยาย : งั้นเอ็งก็ลุกขึ้นสิ
หลาน : ทำไมผมต้องลุกขึ้นด้วยล่ะ
ยาย : ยายจะได้นั่งก่อน
หลาน : ...............
หลาน : ยาย ปีนี้ดูแก่มากเลยนะยาย..อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ.. ?
ยาย : เมื่อ 20 ปีที่แล้วยายอายุ 50 ไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังจะ 50 อยู่! หรือป่าว ไม่ได้นับมานานแล้ว
หลาน : โห...ยาย ป่านนี้มันไม่เหลือ 9 ขวบแล้วเหรอ..แล้วลูกเต้าไม่มีหรอยายถึงมานั่งคนเดียวเนี่ย
ยาย : มี..
หลาน : อ้าว..แล้วทำไมเค้าไม่มาด้วยอ่ะ
ยาย : มีลูกชายสองคน คนหนึ่งอยู่ระยอง คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่โน่น คนหนึ่งมันจะให้ยาย ไปอยู่เชียงใหม่...อีกคนหนึ่งจะให้ยายไปอยู่ระยอง..ตัดสินใจไม่ ถูก ไม่รู้จะไปอยู่กะใครเนี่ย ?
หลาน : โอ้โฮ..ยายนี่โชคดีจังเลยแย่งกันเลี้ยง
ยาย :โชคดีกะผีอะไรล่ะ...ก็ ** คนที่อยู่ระยอง..มันจะให้ไปอยู่เชียงใหม่ ** คนที่อยู่เชียงใหม่..มันจะให้ไปอยู่ระยอง
หลาน : เอ่อ..ยาย..อย่าไปคิดมากเลยอายุปูนนี้ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ก็ถือว่าโชคดีแล้ว
ยาย : โอ้ย..แข็งแรงที่ไหนกัน ตอนนี้กำลังแย่เลย **
หลาน : แย่ที่ไหนยาย..ก็เห็นแข็งแรงดี
ยาย : เดี๋ยวนี้ยายมีอาการแปลกๆ เช่น นั่งๆอยู่เนี่ย..ถ้าลุกขึ้นปุ๊บ..มันจะยืนทุกทีเลยเป็นอะไรไม่รู้
หลาน : ..............................ลุกแล้วยืนน่ะมันธรรมดานะยาย..ยายเคยเห็นคนล้มทั้งยืนมั้ยยาย.. ?
ยาย : ไม่เคย **
หลาน : อยากเห็นมั้ย.. ?
ยาย : อย่าเลย..ยายแก่แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นอะไร
หลาน : อ้าว..เป็นอะไรไปเหรอยาย.. ?
ยาย : สงสัยจะแก่ตัวมาก นั่งนานๆแล้วมันจะมีปัญหา.
หลาน : มันเป็นยังงัยหรอยาย.. ?
ยาย : อีขาซ้ายนี่มัน...ชา
หลาน : แล้วขาขวาล่ะยาย ..?
ยาย : กาแฟ **..
หลาน : ผมว่ายายต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะ..
ยาย : ทำไมล่ะ.. ?
หลาน : ถ้าปล่อยไว้นานๆมันจะเป็นโอวัลตินนะยาย
ยาย : อืม..แล้วพอยืนนานๆนะ..ขาซ้ายมันจะปวด
หลาน : โอ้ย..เป็นเรื่องธรรมดายายอายุมากแล้วนี่ มันก็ปวดสิ
ยาย : ไม่จริงหรอก..ขาข้างขวานี่ก็อายุเท่ากันไม่เห็นมันปวดเลย
หลาน: ผมไปและคับยาย

credit by bloggang ขอบคุณค่ะ

นภา มองดูนาฬิกาบอกเวลาที่ติดอยู่ที่ผนังในห้องแต่งตัวของเธอ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะ 7 โมงเช้าแล้ว เธอกำลังรีบแต่งตัวและแต่งหน้าเพื่อที่จะรีบไปทำงานให้ทัน ก่อนที่การประชุมกับลูกค้าในช่วงเช้าจะเริ่มขึ้น เสียงจากโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น เป็นสัญญานแจ้งเตือนให้เธอทราบว่ามีข้อความส่งเข้ามาหาเธอ แต่ในเวลานี้นภายังไม่มีเวลาที่จะเช็คดูข้อความนั้น เธอจำเป็นต้องรีบทำภาระกิจส่วนตัวให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อที่เธอจะได้ออกจากบ้านและไปทำงานทันเวลา

นภา สาวออฟฟิตคนสวยที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง เธอเรียนจบจากต่างประเทศ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บริษัทโฆษณาชื่อดังของเมืองไทย ในตำแหน่งอาร์ตไดเรคเตอร์ หญิงสาวผู้ใช้เวลาเกือบจะทั้งชีวิตทุ่มเทไปกับการทำงาน จนเธอแทบจะลืมไปเลยว่าตัวเธอเองก็ยังมีชีวิตส่วนตัวที่จะต้องดูแลอยู่เหมือนกัน

ทันทีที่เธอไปถึงที่ทำงาน เธอก็หอบเอกสารเข้าประชุมกับลูกค้าและทีมงานในทันที ในเช้าวันนี้เธอได้ดื่มแค่กาแฟเพียง 1 แก้ว ที่แม่บ้านชงเข้าไปให้เธอในห้องประชุมเท่านั้น กว่าที่เธอจะประชุมเสร็จก็เป็นเวลาเกือบจะเที่ยงครึ่งแล้ว เธอเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของเธอเพื่อเช็คงานที่มีเข้ามาทางอีเมล์ต่อ

เสียงโทรศัพท์มือถือที่ถูกวางทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานของเธอดังเตือนเป็นระยะ ทำให้เธอต้องหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมาเช็คดู มีข้อความถูกส่งเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของเธอ 2 ข้อความ โดยข้อความแรกถูกส่งเข้ามาจากเบอร์มือถือของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี ข้อความนี้ถูกส่งมาให้เธอตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว แต่เธอยังไม่มีเวลาที่จะเปิดข้อความอ่าน เธอจึงคลิกข้อความนี้ขึ้นมาตรวจสอบดู

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ เจ้าหญิงคนสวยของผม”

ในทันทีที่เธออ่านข้อความจบ เธอก็รีบอมยิ้มขึ้นมาในทันที เธอคิดในใจว่าเธอคงทำงานหนักจนลืมไปเลยว่าวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ วันที่หลาย ๆ คนจะมีความสุขกับความรักของตัวเอง

แล้วเธอก็กดเช็คข้อความที่ 2 ที่ถูกส่งเข้ามาในเวลาเที่ยงตรง ซึ่งเธอยังคงอยู่ในห้องประชุม โดยเป็นข้อความที่ถูกส่งมาจากเบอร์เดียวกันกับข้อความแรก

“ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ คุณยังคงเป็นเจ้าหญิงของผมเสมอ”

เธอยิ้มอย่างภูมิใจมากขึ้นอีกกว่าเดิม แล้วเธอเริ่มนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของข้อความนี้ขึ้นมาในใจทันที

ประณต ชายหนุ่มรูปหล่อมาดภูมิฐาน บุคลิกและนิสัยดี ชายหนุ่มคนที่พูดจาไพเราะและเป็นผู้เดียวที่ชมว่าเธอสวยมาตลอด ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนที่เธอแอบปลื้มเขามานานแล้ว ในวันนี้เขาเป็นผู้ที่ส่งข้อความหวาน ๆ นี้มาให้เธอ

นภาได้เจอกับประณตเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอจำได้ว่าประณตมาตามตื้อจีบเธอ ก่อนที่เขาจะนัดเธอออกเดทเป็นครั้งแรก โดยไปทานดินเนอร์วันวาเลนไทน์ด้วยกันที่ร้านอาหารบรรยากาศดีแห่งหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นวันที่ครบรอบ 2 ปีที่เธอประทับใจไม่รู้ลืม

อาจจะเป็นเพราะทั้งนภาและประณตต่างก็มีอาชีพ และหน้าที่การงานที่จะต้องทำแตกต่างกัน ทั้งคู่จึงไม่ค่อยจะมีเวลาที่ว่างที่จะได้หยุดตรงกันเท่าไหร่ ทั้งเธอและเขาจึงได้แต่แค่โทรศัพท์คุยกันเท่านั้น จนกระทั่งในวันวาเลนไทน์ของปีที่แล้ว ประณตได้นัดเธอไปทานดินเนอร์มื้อเย็นในวันวาเลนไทน์อีกครั้ง ในการออกเดทครั้งที่สองนี้ทำให้นภายิ่งประทับใจประณตมากขึ้นอีก หลังจากนั้นทั้งเธอและเขาก็แทบจะไม่มีโอกาสจะได้เจอกันอีกเลย จนกระทั่งถึงวันนี้วันที่เป็นวันวาเลนไทน์ครั้งที่ 3 ของทั้งเธอและเขา

นภา ตัดสินใจพิมพ์ข้อความทางมือถือเพื่อส่งกลับไปให้แก่ประณต

“ยังรักและศรัทธาในตัวคุณเหมือนเดิม”

เธอแอบอมยิ้มที่มุมปากในทันทีที่พิมพ์ข้อความเสร็จ ก่อนที่เธอจะกดส่งข้อความไป

นภาหยิบขนมปังแซนด์วิชที่แม่บ้านซื้อมาให้เธอตั้งแต่เช้าขึ้นมาทาน ถึงแม้ว่าขนมปังแซนด์วิชจะแข็งกระด้างไปบ้าง เพราะว่าวางถูกวางทิ้งไว้เกือบครึ่งวันแล้ว แต่ว่าเธอก็มักจะทานอาหารมื้อกลางวันในลักษณะนี้เสมอ งานของเธอมีมากมายและเร่งรัดเป็นประจำอยู่เกือบตลอดเวลา จนเธอแทบจะไม่มีเวลาดูแลและสนใจในตัวเองเลย ซึ่งสิ่งนี้เองที่เธอเฝ้าคิดทุกครั้งในยามค่ำคืนที่เธอเหงา มันคงเป็นสาเหตุประการแรก ๆ ที่ทำให้เธอกับเขาต้องห่างเหินกันเมื่อเวลาผ่านพ้นไป

นภา ทานอาหารมื้อเที่ยงของเธอเสร็จแล้ว เพื่อน ๆ พนักงานคนอื่น ๆ ในออฟฟิตยังไม่กลับเข้ามาถึงออฟฟิตเหมือนเช่นเคย เธอมักจะมีเวลาว่างประมาณ 10 ถึง 15 นาทีก่อนจะถึงเวลาบ่ายโมงเป็นประจำเกือบทุกวัน ซึ่งถือว่าเป็นเวลาส่วนตัวของเธอที่จะได้ผักผ่อนในระหว่างวัน ได้เข้าห้องน้ำหรือว่าทำภาระกิจส่วนตัว ก่อนที่เธอจะต้องกลับไปทำงานอย่างหนักอีกครั้งในช่วงบ่ายจนถึงดึกของทุกวัน

นภา พยายามที่จะใช้เวลาส่วนตัวที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในวันนี้ เพื่อโทรไปคุยกับประณตสักครั้ง หลังจากที่เธอไม่ได้โทรไปหาเขามานานเกือบปีแล้ว เธอหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมาเพื่อกดหาเบอร์ของประณต แล้วเธอก็โทรออกไปหาเขาในทันที

“ฮัลโหล ... ว่าไงค่ะประณต?”

นภาพูดไปตามสายในทันทีที่อีกฝั่งรับสาย

“ว่างแล้วหรือครับ? ผมนึกว่าวันนี้คุณจะไม่ว่างโทรกลับมาหาผมเสียอีก”

“ก็คุณเล่นส่งข้อความมาหวานขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องรีบโทรกลับไปหาเหมือนกันล่ะ?”

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ”

ประณต พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเหมือนเคย เล่นทำเอานภาถึงกับอึ้งจนเกือบจะพูดไม่ออก เธอแอบก้มหน้าลงไปยิ้มก่อนที่เธอจะพูดตอบกลับไป

“เช่นกันคะ”

“นภา คุณคือเจ้าหญิงของผมนะครับ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้มีโอกาสบอกให้คุณได้ฟังทุกวัน”

“ค่ะ ... ฉันรู้”

“เย็นนี้คุณว่างไหมครับ?”

“ทำไมเหรอคะ?” นภาแกล้งตอบกลับไป เหมือนกับเธอไม่รู้เรื่องเลยว่าประณตจะถามขึ้นมาทำไม

“วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ เย็นนี้เราไปทานดินเนอร์ด้วยกันนะครับ?”

“วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์เหรอคะ เนี่ยฉันทำงานจนลืมไปเลยหรือว่าวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์” นภายังคงแกล้งทำเป็นตอบแบบไม่รู้ไม่ชี้ต่อ

“นภา ... เราไปทานดินเนอร์ด้วยกันเถอะครับ วันนี้ครบรอบ 2 ปีแล้วนะครับ ที่เราได้รู้จักกัน”

“แต่ว่าฉันงานยุ่งนะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะไปได้ไหม?”

“ขอให้คุณมาเถอะครับ คุณจะเลิกงานมาดึกขนาดไหนผมก็จะรอคุณครับ วันนี้คุณอาจจะได้รับเซอร์ไพร์สก็ได้นะครับ”

นภา ถึงกับแอบอมยิ้มเมื่อเธอได้ยินประณตพูดในลักษณะนี้ เธอทำเป็นเงียบเพื่อทิ้งจังหวะไปสักพัก ก่อนที่จะพูดตอบไป

“แล้วเราจะไปที่ร้านไหนกันดีล่ะ?”

“ไปที่ร้าน อิ่มรัก ร้านเดิมที่เราเคยไปมา 2 ครั้งแล้วไงครับ ผมโทรไปจองโต๊ะริมแม่น้ำตัวเดิมไว้แล้วครับ เวลา 1 ทุ่มตรงครับ ผมจะรอคุณอยู่ที่นั้นนะครับ”

“คะ ... แล้วเย็นนี้เจอกันคะ”

นภา พูดจบก็แอบยิ้มอยู่คนเดียวอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะกดวางสายโทรศัพท์ไป

จริง ๆ แล้ว นภา จัดได้ว่าเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาดีคนหนึ่ง เพียงแต่ตัวเธอไม่ค่อยจะแต่งหน้าและแต่งตัวเหมือนสาวออฟฟิตคนอื่น ๆ เธอมักจะแต่งตัวมาทำงานด้วยชุดสูทธรรมดา ที่เป็นกางเกงขายาวตัดด้วยผ้าเนื้อเดียวกันกับเสื้อสูทของเธอ ทำให้เธอดูเป็นสาวที่มีบุคลิกคล่องตัวและมีความมั่นใจในตัวเองสูง อีกทั้งเธอเรียนจบมาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำในอเมริกา เธอเป็นคนที่ทำงานหนักและทุ่มเทให้กับงานที่เธอได้รับมอบหมายเป็นอย่างมาก ทำให้เธอได้รับความก้าวหน้าในตำแหน่งและหน้าที่การงานมากกว่าเพื่อนพนักงานคนอื่น ๆ ที่เข้ามาทำงานพร้อม ๆ กัน ตัวเธอเองจึงไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทที่เป็นเพื่อนร่วมงานสักเท่าไหร่ แต่ในทางกลับกันเธอกับมีลูกน้องที่เป็นสาว ๆ ในทีมงานหลายคน จึงทำให้ใครต่อใครมองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แก่กว่าวัย ดังนั้นเลยไม่มีหนุ่ม ๆ คนไหนในบริษัทหรือหนุ่มที่ใกล้ตัวเธอเข้ามาจีบเธอเลยสักคน

นภา มองมองไปบนโต๊ะทำงาน เธอมองดูกองเอกสารของงานที่เธอจะต้องทำในวันนี้ แล้วเธอก็เหลือบไปมองยังปฏิทินตั้งโต๊ะที่อยู่เบื้องหน้าของเธอ เธอเพ่งมองไปที่ปฏิทินซึ่งบ่งบอกว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์นั้นเอง เธอกำลังคิดว่าถ้าวันนี้ผ่านพ้นไปโดยไม่มีสิ่งที่ดี ๆ เกิดขึ้นกับเธอเลย เธออาจจะตรงรอไปอีกถึง 1 ปีก็ได้

เธอเงยหน้าขึ้นไปมองโดยรอบออฟฟิต ตอนนี้พนักงานในออฟฟิตเริ่มกลับเข้ามาทำงานในช่วงบ่ายแล้ว เธอตัดสินใจเรียกเลขาของเธอเข้ามาสั่งงาน แล้วเธอก็โทรไปลางานกับเจ้านายใหญ่ของเธอ โดยเธออ้างว่าเธอมีความจำเป็นที่จะต้องไปทำธุระส่วนตัวในช่วงบ่าย ก่อนที่จะรีบออกจากออฟฟิตเพื่อเดินทางกลับบ้านในทันที

นภา แวะที่ร้านเสริมสวยหน้าหมู่บ้านของเธอก่อน เพื่อทำผม แต่งหน้าและทำเล็บซึ่งใช้เวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเธอก็รีบกลับเข้าบ้าน เพื่อไปเลือกชุดที่สวยที่สุดเท่าที่เธอมีอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเธอตอนนี้ เพื่อที่เธอจะเปลี่ยนไปใส่สำหรับนัดดินเนอร์วาเลนไทน์ค่ำวันนี้

ตอนนี้เป็นเวลา 4 โมงเย็นกว่า ๆ แล้ว เธอตัดสินใจออกจากบ้านก่อนเวลานัดหมายมากพอสมควร เพื่อหลีกหนีการจราจรที่เธอคาดว่าจะต้องติดขัดเป็นอย่างมากแน่ ๆ ซึ่งจะทำให้เธอสามารถไปได้ทันก่อนเวลานัดหมายสักเล็กน้อย เพื่อที่เธอเองจะได้มีเวลาปรับสภาพตัวเองเข้ากับบรรยากาศและสถานที่ และควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของเธอที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

นภา ที่ตอนนี้อยู่ในชุดราตรีสั้นสีชมพู เธอดูต่างจากนภาคนที่เพิ่งเข้าประชุมกับลูกค้าในช่วงเช้าเป็นอย่างมาก ช่างแต่งหน้าและช่างทำผมฝีมือดี รวมทั้งชุดราตรีหรูที่เธอเคยใส่ไปงานแต่งงานเพื่อนสนิทของเธอเพียงครั้งเดียว ทำให้ในตอนนี้เธอดูดีเป็นพิเศษ เธอดูเป็นสาวสวยในอีกบุคลิกที่แตกต่างจากที่เธอเคยเป็นมาตลอดทั้งปี

นภา ก้าวลงจากรถยนต์ส่วนตัวของเธอ แล้วเธอก็ยืนจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเธอผ่านกระจกหน้าต่างรถสักพัก ก่อนที่เธอจะปิดประตูล็อครถแล้วเดินตรงเข้าไปในร้านอาหารที่อยู่ตรงหน้า ร้านอาหารที่เธอเคยมาแล้ว 2 ครั้งที่มีป้ายชื่อร้าน อิ่มรัก อยู่เบื้องบนประตูทางเข้า เมื่อเธอเดินเข้าไปในร้าน พนักงานต้อนรับของร้านรีบเดินเข้ามาเพื่อทักทายเธอ

“สวัสดีคะ จองโต๊ะไว้หรือเปล่าค่ะ?”

“จองไว้คะ ชื่อคุณประณต”

นภา บอกพนักงานต้อนรับไป ในขณะที่สายตาของเธอจ้องมองไปยังโต๊ะเดี่ยวตัวหนึ่งที่ถูกจัดไว้บริเวณริมสุดของร้าน โต๊ะตัวที่เธอเคยนั่งที่สามารถมองออกไปเห็นวิวของแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ตรงหน้าได้

“เชิญด้านนี้คะ ... ทางร้านเพิ่งจัดดอกไม้เสร็จ คนจองโทรมาสั่งให้ประดับดอกกุหลาบแดงไว้บนโต๊ะด้วยคะ”

พนักงานต้อนรับพูดพร้อมกับเดินนำเธอไปยังโต๊ะตัวดังกล่าว เมื่อนภาเดินไปถึงยังโต๊ะแล้วเธอก็เลื่อนเก้าอี้ตัวที่อยู่ด้านหนึ่งออกมานั่งอย่างคุ้นเคย

“จะสั่งอาหารก่อนเลยไหมคะ” พนักงานต้อนรับถามนภา

“ยังค่ะ ฉันขอรอเพื่อนร่วมโต๊ะก่อน ขอน้ำเปล่ามาทานก่อนก็แล้วกันคะ”

นภา ตอบพนักงานต้อนรับไปอย่างวางตัว เพราะเธอยังไม่อยากที่จะคิดอะไรไปมากกว่านี้ ในช่วงเวลานี้ตัวเธอเองกำลังเฝ้าคิดถึงเซอร์ไพร์สที่เธอจะได้รับในคืนนี้มากกว่า เธอเลยยังไม่อยากจะแสดงความรู้สึกอะไรออกไปมากในตอนนี้

นภา มองไปยังแจกันดอกไม้อยู่บนโต๊ะอาหาร ดอกกุหลาบสีแดงสด 3 ดอกถูกเสียบไว้ในแจกัน โดยมีใบไม้ประดับอีก 3 ใบถูกจัดเสียบไว้อย่างสวยงามคู่กันในแจกัน เธอจ้องมองดอกกุหลาบแดงอย่างประทับใจ ตัวเธอเองก็ยังเป็นเหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ทั่วไปที่แพ้ความงดงามของดอกกุหลาบ โดยเฉพาะดอกกุหลาบแดงที่ได้เห็นในค่ำคืนวันวาเลนไทน์แบบนี้ ถึงแม้ว่าในชีวิตจริงของเธอยังไม่เคยได้รับดอกกุหลา